กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว... ในห้วงอวกาศอันมืดมืด ไร้สิ่งมีชีวิตใด ๆ ถือกำเนิด หมู่ดาวใหญ่น้อยส่องแสงระยิบระยับอวดความงามกันอย่างมีความสุข ดาวแต่ละดวงต่างภาคภูมิใจกับแสงสีอันงดงามของตน แต่มีดาวดวงหนึ่งที่แตกต่าง มันมีขนาดใหญ่มหึมา แต่หาได้มีแสงสีอย่างดาวดวงอื่น ทุก ๆ วันมันจะคอยจ้องมองความงามของบรรดาเพื่อนดาวทั้งหลายอย่างมีความสุข มันชอบที่จะทำให้บรรดาเพื่อน ๆ หัวเราะเพราะทุกครั้งที่ดาวเหล่านี้หัวเราะ และมีความสุขพวกมันก็จะคอยเปล่งประกายเจิดจรัสส่งความงดงามออกมาให้ดาวดวงใหญ่ได้เห็นอยู่เสมอ
อยู่มาขณะหนึ่ง ที่ดาวดวงใหญ่กำลังมีความสุขกับการได้จ้องมองแสงสวยของดวงดาวทั้งหลาย พลันเสียงหนึ่งปรากฏจากห้วงความมืดถามดาวดวงใหญ่ว่า
“ทำไมเจ้า ถึงไร้แสงสวยเช่นดาวดวงอื่นเล่า ?”
“แล้วใยข้าต้องมีแสงด้วย ในเมื่อความสุขของข้าคือการได้จ้องมองความงามของผู้อื่น”
“จริงหรือ ที่เจ้ามีความสุขดีแล้ว”
“ข้าว่าถ้าดาวดวงใหญ่อย่างเจ้า มีแสงส่องประกายออกมาละก็ เจ้าต้องเป็นดาวที่สวยที่สุดเป็นแน่”
“จริงหรือ !!!” ดาวดวงใหญ่เริ่มคล้อยตาม
“ก็จริงนะสิ”
“แล้วข้าต้องทำอย่างไร ถึงจะมีแสงเจิดจรัสเช่นดาวดวงอื่น”
“เพียงแค่เจ้านำพาร่างอันใหญ่โตของเจ้าเข้ากระทบกับดาวดวงอื่นที่มีแสง ไม่นานแสงเหล่านั้นก็จะติดตัวเจ้ามา จนทำให้เจ้ากลายเป็นดวงดาวที่เจิดจรัสที่สุดในจักรวาล”
สิ้นประโยค เสียงนั้นพลันหายเข้าไปในความมืดมิด ทิ้งไว้เพียงดาวดวงใหญ่ กับความฮึกเหิมใจที่มี...
ดาวดวงใหญ่มิรอช้า รีบพุ่งเข้าหาหมู่ดาวใหญ่น้อยหวังที่จะกระทบเอาแสงจากดวงดาวเหล่านั้นคิดหวังว่าให้ผู้อื่นแบ่งปันความงามให้กับตัวเอง ทุกครั้งที่กระทบแม้จะเจ็บปวดก็จะยอมทนเพื่อความงดงามของตน ดวงดาวทั้งหลายต่างตกใจในสิ่งที่ดาวดวงใหญ่ได้กระทำต่างพยายามหลีกหนีแต่มิอาจพ้น ต่างเจ็บแต่ก็จำต้องฝืนทนอยู่เป็นเวลาช้านาน
บัดนี้เป็นจริงดังคำบอกกล่าว ดาวดวงใหญ่จรัสแสงเจิดจ้า ทั่วจักรวาลมิมีใครเทียบเท่าเขาได้ มันจึงเริ่มเปล่งแสงส่องสว่างกว้างไกล ดาวทุกดวงขนานนามให้ว่า “ดวงอาทิตย์” ยิ่งนานวันแสงนั้นยิ่งมาก และทุกครั้งที่มันเปล่งประกาย ความร้อนจากแสงนั้นทำให้มิอาจมีใครเข้าใกล้ ดาวทุกดวงจึงพากันหนีห่างมันไป แม้วามันมีแสงที่งดงามกว่าดาวดวงใดในท้องนภา แต่ทว่า ความสุขที่เคยมีกลับหดหาย เพื่อนดาวน้อยใหญ่ที่เคยเปล่งประกายให้มันเห็นนั้นมิอาจอยู่ใกล้ บัดนี้ไม่มีใครอยู่เคียงข้างกายมันได้อีก
เมื่อรู้ตัวอีกทีมันก็มิสามารถมองเห็นสิ่งใดได้อีก ด้วยแสงอันแรงกล้าของมันนั้นที่บดบังแสงของบรรดาดาวดวงอื่นที่เคยเปล่งประกาย แม้จะสุดแสนเสียใจแต่ก็สายสำหรับการกลับตน
วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2552
"ฟ้าใหม่"
วันวาน หมุนเปลี่ยนเวียนผัน
ชีวิตคน ล้มลุกคลุกคลาน ผ่านพ้น
เจ็บปวด รวดร้าว ฝืนทน
รอวัน ฟ้าหม่น มลาย
ไม่มีทุกข์ ใด ใต้หลาเป็นนิรันดร์
เพียงก้าว ข้ามมันผ่านพ้น
ชีวิต ผลิช่องามชล
ฟ้าใหม่ มิหม่น งดงาม...
ชีวิตคน ล้มลุกคลุกคลาน ผ่านพ้น
เจ็บปวด รวดร้าว ฝืนทน
รอวัน ฟ้าหม่น มลาย
ไม่มีทุกข์ ใด ใต้หลาเป็นนิรันดร์
เพียงก้าว ข้ามมันผ่านพ้น
ชีวิต ผลิช่องามชล
ฟ้าใหม่ มิหม่น งดงาม...
วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
“ชีวิต”
ฉันล่องลอย ฉันหงอยเหงา
มองไปรอบกาย เห็นใบไม้ร่วงหล่น
ชีวิตคนเราก็เช่นนั้น
ต่างกันเพียงแค่ เวลาแห่งการร่วงสู่ห้วงทิวานิรันดร์
มิอาจมีผู้ใดฝืน ขืนขัดสัจจะแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า
ฉันค้นหาคำว่า “ความหมายแห่งชีวิต”
เสาะแสวง เพื่อได้พบ
เมื่อฉันตื่นรู้ ก็พานพบว่ามิได้เข้าใจอะไร
มากไปเสียกว่า ยามตื่นรู้แรกบนโลกนี้
จะมีอะไรอีกเล่า ในคำว่า “ความหมายแห่งชีวิต”
นอกเสียจาก “ชีวิต” อันเต็มไปด้วย “ความหมาย”
มองไปรอบกาย เห็นใบไม้ร่วงหล่น
ชีวิตคนเราก็เช่นนั้น
ต่างกันเพียงแค่ เวลาแห่งการร่วงสู่ห้วงทิวานิรันดร์
มิอาจมีผู้ใดฝืน ขืนขัดสัจจะแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า
ฉันค้นหาคำว่า “ความหมายแห่งชีวิต”
เสาะแสวง เพื่อได้พบ
เมื่อฉันตื่นรู้ ก็พานพบว่ามิได้เข้าใจอะไร
มากไปเสียกว่า ยามตื่นรู้แรกบนโลกนี้
จะมีอะไรอีกเล่า ในคำว่า “ความหมายแห่งชีวิต”
นอกเสียจาก “ชีวิต” อันเต็มไปด้วย “ความหมาย”
วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
ความทรงจำ...
หากความทรงจำของคุณ ถูกลบเลือนไปอย่างสูญสิ้น คุณจะทำเช่นไร ???
หลายครั้งเรามักหลงลืม...ลืมล็อกห้อง ลืมของไว้ในห้องน้ำ ลืมกินยา ลืมทำงานที่ค้างคา ลืมวันเกิดเพื่อน ลืมว่าวันนี้นัดใครไว้ ลืมชื่อคนที่เคยรู้จัก สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ในชีวิตเราทุกคน มันเป็นผลของการที่สมองในส่วนของความทรงจำทำงานผิดพลาด
ผมได้มีโอกาสดูหนังเรื่องหนึ่งที่ชื่อว่า “A Moment to Remember” จึงได้เข้าใจความเจ็บปวดของการถูกลบความทรงจำ ในหนังพูดถึงประเด็นของการถูกลบเลือนทางความทรงจำได้อย่างน่าสนใจ และนำเสนอว่ามันเจ็บปวดแค่ไหนเมื่อเราต้องสูญเสียความทรงจำ
ผมเคยได้ยินประโยคที่ว่า “อยากจะลืมอดีต” “ฉันไม่อยากจดจำวันเวลาเก่า ๆ ที่เลวร้าย”
แน่นอนความทรงจำในชีวิตเรา ล้วนมีทั้ง ดี และ ไม่ดี แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นมาก่อรวมกันเป็น “ประสบการณ์แห่งคำว่า ชีวิต” และทำให้เรา เป็น เรา ได้ในทุกวันนี้ ความทรงจำที่ไม่ดี อาจทำให้เราเจ็บปวดทุกครั้งที่นึกถึงมัน แต่ความทรงจำที่ดี ก็ทำให้เราอดที่จะอมยิ้มไม่ได้ยามที่ได้หวนระลึกถึงเช่นกัน อยู่ที่ว่าเราเลือกที่จะนึกถึงสิ่งไหนมากกว่ากัน
ปัจจุบันมีการวิจัยถึงเรื่องการลบความทรงจำออกจากสมองของมนุษย์ งานชิ้นนี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ในทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังมีแนวโน้มที่จะเป็นจริงได้ในอนาคต ถ้าหากวันนั้นมาถึงจริง หลายคนคงไม่ต้องเจ็บปวดในการที่จะต้องทรมานกับความทรงจำที่ไม่ดีอีกต่อไป และแน่นอนชีวิตเราก็คงเหลือเพียงแต่ความทรงจำที่แสนหวาน และโลกของทุกคนคงเป็นสีชมพู
แต่หากคิดในอีกแง่มุมหนึ่ง การที่คนเรามีแต่ความทรงจำในด้านดี ยามเมื่อเราจะต้องเจอกับเหตุการณ์เดิม ที่มันเคยทำให้เราต้องเจ็บปวดหัวใจ เราก็คงต้องเผชิญกับมันโดยไม่มีสามัญสำนึกเก่า ที่จะมาเตือนเราว่า “เรื่องแบบนี้เราเคยเจอมาแล้วนะ ไม่ควรทำอีกนะ” และแน่นอนเราก็ต้องตกอยู่ในวังวนแห่งเหตุการณ์เช่นนี้ไปเรื่อย ๆ
การถูกลบเลือนความทรงจำ น่ากลัวกว่าการ จดจำความทรงจำนั้นไว้ เราอาจจะเจ็บปวดเมื่อเราคิดถึงมัน แต่แน่นอน มันจะเป็นภูมิคุ้มกันอย่างดีให้กับชีวิตเรา ไม่ให้เราต้องคอยมาเจ็บปวดในแบบเดิม ๆ อีกต่อไป
ผมชอบประโยคหนึ่งในหนังที่พูดว่า “เมื่อความทรงจำถูกลบเลือน จิตวิญญาณก็สูญสิ้นไปด้วย” เราคงไม่อาจรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดของการสูญสิ้นจิตวิญญาณของการถูกลบเลือนความทรงจำได้ จนกว่าเราจะต้องเจอกับสถานการณ์นั้นเอง
หลายครั้งเรามักหลงลืม...ลืมล็อกห้อง ลืมของไว้ในห้องน้ำ ลืมกินยา ลืมทำงานที่ค้างคา ลืมวันเกิดเพื่อน ลืมว่าวันนี้นัดใครไว้ ลืมชื่อคนที่เคยรู้จัก สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ในชีวิตเราทุกคน มันเป็นผลของการที่สมองในส่วนของความทรงจำทำงานผิดพลาด
ผมได้มีโอกาสดูหนังเรื่องหนึ่งที่ชื่อว่า “A Moment to Remember” จึงได้เข้าใจความเจ็บปวดของการถูกลบความทรงจำ ในหนังพูดถึงประเด็นของการถูกลบเลือนทางความทรงจำได้อย่างน่าสนใจ และนำเสนอว่ามันเจ็บปวดแค่ไหนเมื่อเราต้องสูญเสียความทรงจำ
ผมเคยได้ยินประโยคที่ว่า “อยากจะลืมอดีต” “ฉันไม่อยากจดจำวันเวลาเก่า ๆ ที่เลวร้าย”
แน่นอนความทรงจำในชีวิตเรา ล้วนมีทั้ง ดี และ ไม่ดี แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นมาก่อรวมกันเป็น “ประสบการณ์แห่งคำว่า ชีวิต” และทำให้เรา เป็น เรา ได้ในทุกวันนี้ ความทรงจำที่ไม่ดี อาจทำให้เราเจ็บปวดทุกครั้งที่นึกถึงมัน แต่ความทรงจำที่ดี ก็ทำให้เราอดที่จะอมยิ้มไม่ได้ยามที่ได้หวนระลึกถึงเช่นกัน อยู่ที่ว่าเราเลือกที่จะนึกถึงสิ่งไหนมากกว่ากัน
ปัจจุบันมีการวิจัยถึงเรื่องการลบความทรงจำออกจากสมองของมนุษย์ งานชิ้นนี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ในทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังมีแนวโน้มที่จะเป็นจริงได้ในอนาคต ถ้าหากวันนั้นมาถึงจริง หลายคนคงไม่ต้องเจ็บปวดในการที่จะต้องทรมานกับความทรงจำที่ไม่ดีอีกต่อไป และแน่นอนชีวิตเราก็คงเหลือเพียงแต่ความทรงจำที่แสนหวาน และโลกของทุกคนคงเป็นสีชมพู
แต่หากคิดในอีกแง่มุมหนึ่ง การที่คนเรามีแต่ความทรงจำในด้านดี ยามเมื่อเราจะต้องเจอกับเหตุการณ์เดิม ที่มันเคยทำให้เราต้องเจ็บปวดหัวใจ เราก็คงต้องเผชิญกับมันโดยไม่มีสามัญสำนึกเก่า ที่จะมาเตือนเราว่า “เรื่องแบบนี้เราเคยเจอมาแล้วนะ ไม่ควรทำอีกนะ” และแน่นอนเราก็ต้องตกอยู่ในวังวนแห่งเหตุการณ์เช่นนี้ไปเรื่อย ๆ
การถูกลบเลือนความทรงจำ น่ากลัวกว่าการ จดจำความทรงจำนั้นไว้ เราอาจจะเจ็บปวดเมื่อเราคิดถึงมัน แต่แน่นอน มันจะเป็นภูมิคุ้มกันอย่างดีให้กับชีวิตเรา ไม่ให้เราต้องคอยมาเจ็บปวดในแบบเดิม ๆ อีกต่อไป
ผมชอบประโยคหนึ่งในหนังที่พูดว่า “เมื่อความทรงจำถูกลบเลือน จิตวิญญาณก็สูญสิ้นไปด้วย” เราคงไม่อาจรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดของการสูญสิ้นจิตวิญญาณของการถูกลบเลือนความทรงจำได้ จนกว่าเราจะต้องเจอกับสถานการณ์นั้นเอง
วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2552
"ความรัก"
ฉันและเธอ ใกล้แสนใกล้
แต่ดูแล้วมันช่างไกลแสนไกลจนแทบไม่มีหนทางที่จะพบปะกันได้
เมื่อมองข้ามท้องทุ่งอันเวิ้งว้างแห่งอุปสรรค
ฉันเฝ้ารอคอยวันที่จะข้ามผ่านมันไป
ฤ จะรอให้สายลมแสงแดดแผดเผาท้องทุ่งนั้นให้ไหม้เกรียม
เพื่อเตรียมหนทางให้ฉันก้าวข้ามไปยังฝั่งหมาย แล้ววันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่
ยามที่ได้อยู่ใกล้ยิ่งว้าวุ้น ความเป็นฉันได้หายไปฉันสูญเสียความเป็นตัวตน
ฉันล่องลอย อยู่ในสุญญากาศ
ลมหายใจของเธอโอบรอบฉันไว้ แต่ฉันไม่รู้สึกได้ใกล้เธอเลยแม้แต่น้อย
โอ ควันไฟแห่งความกระวนกระวาย ได้โปรดหยุดเผาผลาญฉันเสียที
ขอสายฝนแห่งโอกาส หยดลงมาดับแม้เพียงสักหยด
ฉันคงเยือกเย็นลงได้
หรือรักจะเป็นดังบทกวี บทหนึ่งของ คาลิล ยิบราน
“ความรักไม่ให้สิ่งอื่นใดนอกจากตัวเอง
และก็ไม่รับเอาสิ่งใดนอกจากตัวเอง
ความรักไม่ครอบครอง และก็ไม่ยอมให้ถูกครอบครอง
เพราะความรักนั้นเพียงพอแล้วสำหรับตอบความรัก”
ฉันก็เช่นเดียวกันที่มิเคยล่วงรู้ความลับแห่งรัก
มันซ่อนเร้นมานับพันปี
ประสบการณ์แห่งการมีอยู่นั้น ฉันมิอาจเทียบได้
แล้วไฉนเลยจะเอาชนะ อารมณ์แห่งรักได้
สิ่งที่ทำ คงเพียงแค่ทำตามความเรียกร้องของมัน
ยอมให้มันโอบรอบ เคลื่อนไปตามจังหวะกำหนด
มิอาจควบคุมสิ่งใดได้...
แต่ดูแล้วมันช่างไกลแสนไกลจนแทบไม่มีหนทางที่จะพบปะกันได้
เมื่อมองข้ามท้องทุ่งอันเวิ้งว้างแห่งอุปสรรค
ฉันเฝ้ารอคอยวันที่จะข้ามผ่านมันไป
ฤ จะรอให้สายลมแสงแดดแผดเผาท้องทุ่งนั้นให้ไหม้เกรียม
เพื่อเตรียมหนทางให้ฉันก้าวข้ามไปยังฝั่งหมาย แล้ววันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่
ยามที่ได้อยู่ใกล้ยิ่งว้าวุ้น ความเป็นฉันได้หายไปฉันสูญเสียความเป็นตัวตน
ฉันล่องลอย อยู่ในสุญญากาศ
ลมหายใจของเธอโอบรอบฉันไว้ แต่ฉันไม่รู้สึกได้ใกล้เธอเลยแม้แต่น้อย
โอ ควันไฟแห่งความกระวนกระวาย ได้โปรดหยุดเผาผลาญฉันเสียที
ขอสายฝนแห่งโอกาส หยดลงมาดับแม้เพียงสักหยด
ฉันคงเยือกเย็นลงได้
หรือรักจะเป็นดังบทกวี บทหนึ่งของ คาลิล ยิบราน
“ความรักไม่ให้สิ่งอื่นใดนอกจากตัวเอง
และก็ไม่รับเอาสิ่งใดนอกจากตัวเอง
ความรักไม่ครอบครอง และก็ไม่ยอมให้ถูกครอบครอง
เพราะความรักนั้นเพียงพอแล้วสำหรับตอบความรัก”
ฉันก็เช่นเดียวกันที่มิเคยล่วงรู้ความลับแห่งรัก
มันซ่อนเร้นมานับพันปี
ประสบการณ์แห่งการมีอยู่นั้น ฉันมิอาจเทียบได้
แล้วไฉนเลยจะเอาชนะ อารมณ์แห่งรักได้
สิ่งที่ทำ คงเพียงแค่ทำตามความเรียกร้องของมัน
ยอมให้มันโอบรอบ เคลื่อนไปตามจังหวะกำหนด
มิอาจควบคุมสิ่งใดได้...
วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2552
การณ์...สูญเสีย
มนุษย์ทุกคนคงหลีกเลี่ยงคำว่า “สูญเสีย” ไปไม่ได้ เพราะมันเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่มนุษย์ทุกคนต้องประสบพบเจอ
“การสูญเสีย” เกิดขึ้นได้ตั้งแต่สิ่งที่เล็กน้อย ไปจนถึงสิ่งที่สำคัญ มีทั้งทางวัตถุ บุคคล มีทั้งสะเทือนอารมณ์ความรู้สึกจากน้อยไปถึงมาก และบางครั้งมันก็เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
แรงสั่นสะเทือนความรู้สึกก็ผันแปรไปตามความสำคัญ ที่เราให้กับสิ่งที่เราได้สูญเสียไปนั้น ถ้าเป็นสิ่งของ ก็แล้วแต่ว่ามันสำคัญกับเรายังไง ใครเป็นคนให้มา ได้มายากแค่ไหน หรือเราเคยมีประสบการณ์ร่วมกับมันยังไง
แต่ถ้าหากเป็นคน แรงของความสั่นสะเทือนย่อมเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าทวี เพราะคนต่างจากสิ่งของตรงที่ได้มีความรู้สึก อารมณ์ และมีชีวิตที่กระทบกัน สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดประสบการณ์ที่มีสีสัน หลากสี บ้างเศร้า บางครั้งเจ็บ บางครั้งสุข ชื่นชม สมหวัง ฯลฯ และทีทั้งอยากจดจำ และอยากลบลืมมัน แต่สุดท้ายหากเราสูญเสีย “คน” ที่เคยรู้จัก นั่นย่อมทำให้เกิดอาการ “เสียศูนย์” ได้เช่นกัน
ทุกวันนี้ผู้คนมักรับไม่ได้กับการต้องสูญเสีย ตั้งแต่สิ่งของเล็ก ๆ ไปจนถึงสิ่งใหญ่ ๆ หรือคนที่ได้รัก และมีความผูกพัน สิ่งนี้ยืนยันว่า “มนุษย์” มีพัฒนาการทางอารมณ์ที่แย่ลง และมักหาทางออกที่เรียกว่า “คิดสั้น” (ซึ่งก็มีหลายวิธี) มาช่วยแก้ปัญหา
หากการ “สูญเสีย” เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นกับทุกคน เราน่าจะมีการเตรียมพร้อมที่จะรับมันการ “เผื่อใจ” สำหรับเหตุการณ์แห่งการ “สูญเสีย” นั้น ก็เป็นอีกทางออกหนึ่งในการยอมรับกับเหตุการณ์ข้างหน้า แต่ไม่ใช่การ “ปลง” เพราะการ “ปลง” คือการทำใจยอมรับอย่างไม่มีทางเลือก ส่วนมากมาจากการไม่รู้จะทำอย่างไรกับสิ่งนั้น แต่ การ “เผื่อใจ” เป็นการมองไปข้างหน้าถึงความเป็นจริง และเตรียมตัวหาวิธีในการรับกับเหตุการณ์ข้างหน้าอย่างมีสติ
หากเรามองไปข้างหน้า และยอมรับว่าทุกสิ่งล้วนมีคู่ขนานของมันเป็นสัจธรรม และรู้จัก “เผื่อใจ” ไว้เสมอ เราก็คงไม่ต้องเจ็บปวด รวดร้าว จนต้องกลายเป็นความ “สูญเสีย” ของใครบางคน...
วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2551
ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่
เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ได้หมุนเวียนมาบรรจบครบรอบอีกครั้ง เมื่อครบรอบปีอดีตที่ผ่านมาจะถูกเรียกว่าเป็นสิ่งเก่า และปีที่จะมาถึงคือโอกาสใหม่ หลายคนไม่อยากให้ผ่านพ้นปีนี้ไป แต่ยังมีอีกหลายคนอยากเริ่มชีวิตใหม่เมื่อเริ่มต้นนับวันแรกของปีข้างหน้า
วันที่ 31 ของปีเก่าเหมาะกับการลืมอดีต และวันที่ 1 ของปีใหม่เป็นตัวแทนของการเริ่มก้าวแรกของชีวิตใหม่
หลายคนรอคอยที่จะได้กลับไปพบกับคนในครอบครัว หลังการลาจากมานานแรมปี ตั๋วทุกใบถูกจองจนเต็ม ทั้งทาง รถไฟ รถทัวร์ เครื่องบิน กระทั้งการเดินทางโดยพาหนะส่วนตัว แม้ระยะทางจะยาวไกล แต่การรอคอยที่จะพบเจอกันยาวนานยิ่งกว่า สำหรับคนไกลบ้านแล้วระยะเวลาเพียง สองสามวัน ก็เพียงพอที่จะเยียวยาความคิดถึงได้อย่างมากมาย
กระเช้าของขวัญถูกนำมาว่างจัดเรียงอย่างสวยงามตามร้านรวง ผู้คนต่างจับจ้องมองหาของขวัญสำหรับคนสำคัญ พ่อ แม่ อากง อาม่า ครูบาอาจารย์ เพื่อน แฟน ฯ หลายคนรอคอยของขวัญพิเศษ ในเวลาที่จะมาถึง หลายคนรอคอยที่จะพบเจอกับคนที่ไม่ได้ค่อยพบเจอ หลายครอบครัวเตรียมฉลองกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ขณะที่บางคนไม่มีแม้สักคนเคียงข้าง
การพบเจอมีคุณค่าเสมอ แต่น่าแปลกที่ทำไมเราไม่จัด “เทศกาลส่งท้ายเดือนเก่าตอนรับเดือนใหม่” เพื่อที่จะไม่ต้องรอกันเป็นปีที่จะพบปะสังสรรค์ แต่มีโอกาสมอบสิ่งดี ๆ ให้ซึ่งกันและกันได้ทุกเดือน หรือเสน่ห์ของความคิดถึงมันอยู่ที่ระยะเวลาของการห่างไกล ความพิเศษนั้นต้องนาน ๆ ครั้งถึงจะมีคุณค่า หรือเหตุผลที่แท้จริงของการได้ใกล้กันมันมีข้อจำกัดของความเป็นตัวของตัวเองเข้ามามีส่วนในการแสดงออก หรือเป็นเพราะสภาวะทางสังคมที่จำกัดเราไม่ให้มีโอกาสได้มอบความรู้สึกดี ๆ ให้กันบ่อย ๆ หรือเป็นเพราะเราเองที่ไม่ได้มองหาโอกาสที่จะทำมัน
มันคงดีไม่น้อยหากโลกนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการมอบความสุขให้ซึ่งกันและกัน ดังเช่นเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ หากเรามองหาโอกาสที่จะมอบความสุขให้กับคนที่เรารัก หรือคนที่อยู่รอบข้างเรา ก็คงไม่ต้องรอจนครบรอบปีที่จะทำ
อย่ารอให้ใครต้องกำหนดเทศกาลขึ้นมาเพื่อกระตุ้นการมอบความรู้สึกดี ๆ ให้กับคนที่คุณรัก เพราะไม่แน่ว่าเขาคนนั้นอาจจะอยู่ไม่ถึงเทศกาลต่อไป...
วันที่ 31 ของปีเก่าเหมาะกับการลืมอดีต และวันที่ 1 ของปีใหม่เป็นตัวแทนของการเริ่มก้าวแรกของชีวิตใหม่
หลายคนรอคอยที่จะได้กลับไปพบกับคนในครอบครัว หลังการลาจากมานานแรมปี ตั๋วทุกใบถูกจองจนเต็ม ทั้งทาง รถไฟ รถทัวร์ เครื่องบิน กระทั้งการเดินทางโดยพาหนะส่วนตัว แม้ระยะทางจะยาวไกล แต่การรอคอยที่จะพบเจอกันยาวนานยิ่งกว่า สำหรับคนไกลบ้านแล้วระยะเวลาเพียง สองสามวัน ก็เพียงพอที่จะเยียวยาความคิดถึงได้อย่างมากมาย
กระเช้าของขวัญถูกนำมาว่างจัดเรียงอย่างสวยงามตามร้านรวง ผู้คนต่างจับจ้องมองหาของขวัญสำหรับคนสำคัญ พ่อ แม่ อากง อาม่า ครูบาอาจารย์ เพื่อน แฟน ฯ หลายคนรอคอยของขวัญพิเศษ ในเวลาที่จะมาถึง หลายคนรอคอยที่จะพบเจอกับคนที่ไม่ได้ค่อยพบเจอ หลายครอบครัวเตรียมฉลองกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ขณะที่บางคนไม่มีแม้สักคนเคียงข้าง
การพบเจอมีคุณค่าเสมอ แต่น่าแปลกที่ทำไมเราไม่จัด “เทศกาลส่งท้ายเดือนเก่าตอนรับเดือนใหม่” เพื่อที่จะไม่ต้องรอกันเป็นปีที่จะพบปะสังสรรค์ แต่มีโอกาสมอบสิ่งดี ๆ ให้ซึ่งกันและกันได้ทุกเดือน หรือเสน่ห์ของความคิดถึงมันอยู่ที่ระยะเวลาของการห่างไกล ความพิเศษนั้นต้องนาน ๆ ครั้งถึงจะมีคุณค่า หรือเหตุผลที่แท้จริงของการได้ใกล้กันมันมีข้อจำกัดของความเป็นตัวของตัวเองเข้ามามีส่วนในการแสดงออก หรือเป็นเพราะสภาวะทางสังคมที่จำกัดเราไม่ให้มีโอกาสได้มอบความรู้สึกดี ๆ ให้กันบ่อย ๆ หรือเป็นเพราะเราเองที่ไม่ได้มองหาโอกาสที่จะทำมัน
มันคงดีไม่น้อยหากโลกนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการมอบความสุขให้ซึ่งกันและกัน ดังเช่นเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ หากเรามองหาโอกาสที่จะมอบความสุขให้กับคนที่เรารัก หรือคนที่อยู่รอบข้างเรา ก็คงไม่ต้องรอจนครบรอบปีที่จะทำ
อย่ารอให้ใครต้องกำหนดเทศกาลขึ้นมาเพื่อกระตุ้นการมอบความรู้สึกดี ๆ ให้กับคนที่คุณรัก เพราะไม่แน่ว่าเขาคนนั้นอาจจะอยู่ไม่ถึงเทศกาลต่อไป...
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)